วิชาสังคม
posted on 21 Sep 2008 19:36 by lalajungสถาบันแรกที่ได้เริ่มทำหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศไทย คือ สำนักงานธนาคารชาติไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2482 มีฐานะเป็นส่วนราชการ สังกัดกระทรวงการคลัง และเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 โดยมีพระยาทรงสุรรัชฎ์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ แต่การดำเนินงานของสำนักงานธนาคารชาติไทยในระยะเริ่มแรกนั้น จำกัดอยู่เพียงกิจการธนาคารกลางบางประเภทเท่านั้น ได้แก่ การรับฝากเงินจากรัฐบาล องค์การรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศ รวมทั้งการให้กู้เงินและโอนเงินระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค
ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 จึงได้ดำเนินงานด้านการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน หลังจากเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา รัฐบาลได้เปลี่ยนฐานะของสำนักงานธนาคารชาติไทยให้เป็น ธนาคารกลาง โดยตราพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ขึ้น กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของธนาคารกลาง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดดำเนินการ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2485 โดยมีหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ
ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่กำกับกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยทั่วไปโดยมีคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยอันประกอบด้วย ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าการ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นประธานและรองประธานตามลำดับ และกรรมการไม่น้อยกว่า 5 ท่าน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ควบคุมและดูแลกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย
ตราธนาคารแห่งประเทศไทย คือ พระสยามเทวาธิราชในเหรียญเสี้ยว อัฐ โสฬส ที่ออกใช้ในรัชกาลที่ 5 มาดัดแปลง และเพิ่มถุงเงินในพระหัตถ์เบื้องขวา ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงผู้คุมถุงเงินของชาติ อันเป็นหน้าที่หลักของธนาคารแห่งประเทศไทย พระแสงธารพระกรในพระหัตถ์ซ้ายเพื่อคอยปัดป้องผู้ที่มารุกราน แต่ได้เปลี่ยนตอนปลายจากรูปดอกไม้มาเป็นลายดอกบัว
ในตลาดการเงิน ผู้ที่มีบทบาทในการประสานอุปสงค์และอุปทาน คือ สถาบันการเงินต่างๆเพราะเป็นแหล่งระดมทุนจากเงินออมของประชาชน ซึ่งรัฐจำต้องเข้าควบคุม ในที่สุด จึงได้มีการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 โดยมีรายละเอียดดังนี้
[แก้ไข] 1. ประวัติความเป็นมา
แต่เดิมนั้น สถาบันที่ทำหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศไทย คือ สำนักงานธนาคารชาติไทยในฐานะส่วนราชการกระทรวงการคลัง โดยมีหน้าที่จำกัดอยู่ที่กิจการธนาคารกลางบางจำพวก ได้แก่ การรับฝากเงินจากรัฐบาล องค์การรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศ เป็นต้น ต่อมาจึงได้ดำเนินการควบคุมด้านการแลกเปลี่ยนเงิน และกลายมาเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะนิติบุคคลที่ทำกิจการของธนาคารกลาง ในที่สุด
[แก้ไข] 2. การบริหารงาน
พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบกับพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่กำกับกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยทั่วไป โดยมีคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานกรรมการ และรองประธานกรรมการ ตามลำดับ และกรรมการอีกไม่น้อยกว่าห้าคน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการต้องควบคุมและดูแลกิจการต่อไปนี้โดยเฉพาะคือ
(1) การตั้งและการเลิกสาขาและตัวแทน
(2) การกำหนดเงื่อนไขและขอบเขตทั่วไปแห่งธุรกิจประเภทต่างๆ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ธนาคารประกอบได้
(3) การกำหนดอัตรามาตรฐานสำหรับรับช่วงซื้อลดและดอกเบี้ย
(4) การให้ความสะดวกด้วยเครดิต
(5) การเสนอบัญชีกำไรขาดทุน งบดุล และรายงานประจำปีตามมาตรา 22
(6) การออกข้อบังคับของธนาคาร
กรรมการนั้นไม่จะต้องรับผิดจากการบริหารงานตามหน้าที่
ส่วนค่าตอบแทนนั้น ให้กรรมการมีสิทธิได้ค่าทดแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับการใช้จ่ายอันสมควร และการเสียหายในหรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ เว้นไว้แต่การเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดของตน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดเงินบำเหน็จของกรรมการ
กรรมการย่อมถูกถอนจากตำแหน่ง กล่าวโดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
(1) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ
(2) ขาดการประชุมคณะกรรมการกว่าสามครั้งต่อเนื่องกันโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร
(3) รับเป็นกรรมการหรือรับตำแหน่งในธนาคารอื่นใด
ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย คือ ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าการถูกแต่งตั้งและถอดถอนโดยพระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าการนั้นเป็นเสมือนผู้จัดการของธนาคารแห่งประเทศ คอยดูแลให้การเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนรองผู้ว่าการนั้นจะทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย หากผู้ว่าการไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของกรรมการเสียงข้างมากก็สามารถเสนอประเด็นไปให้รัฐมนตรีชี้ขาดได้
นอกจากคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ยังมีคณะกรรมการสำคัญอีกสามคณะ ได้แก่
ก. คณะกรรมการนโยบายการเงิน
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งรับผิดชอบด้านการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงิน โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ธปท. อย่างใกล้ชิดในการติดตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ การกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของ กนง. จะพิจารณาจากข้อมูลต่างๆที่ ธปท. นำเสนอให้ทราบ จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวไปกลั่นกรองพิจารณาในที่ประชุม เพื่อกำหนดทิศทางของนโยบายการเงินต่อไป
คณะกรรมการนโยบายการเงินที่ ธปท. แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. 3 ท่าน ได้แก่ ผู้ว่าการ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 4 ท่าน
ข. คณะกรรมการระบบการชำระเงิน
คณะกรรมการระบบการชำระเงิน กำหนดทิศทางและนโยบายด้านการชำระเงินของประเทศ เพื่อให้มีระบบการ ชำระเงินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมการทำ ธุรกิจการค้า นำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
คณะกรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าการ เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าการด้านบริหาร และรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เป็นรองประธานตามลำดับ และกรรมการอีกสี่ท่าน รวมเจ็ดคน
ค. คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.)
คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีคณะกรรมการ 13 คน โดยผู้ว่าการเป็นประธาน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินเป็นรองประธาน
[แก้ไข] 3. บทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน
ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลนโยบายการเงินของประเทศ มีบทบาทหน้าที่ดังนี้
ก. การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
โดยดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจ เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินทั้งภายในและภายนอก เสถียรภาพภายใน ได้แก่ การรักษาค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับราคาและปริมาณสินค้า ส่วนเสถียรภาพภายนอก ได้แก่ การรักษาค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินตราต่างประเทศ ธนาคารมีหน้าที่ดูแลตลาดเงินระยะสั้นให้เป็นแหล่งที่เสริมสร้างสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน พัฒนาตลาดตราสารการเงิน และสนับสนุนตลาดทุน เพื่อให้เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว ตลอดจนดูแลและส่งเสริมให้ตลาดเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพ เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุน
ข. การกำกับดูแลสถาบันการเงิน
กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวมทั้งกิจการวิเทศธนกิจ ให้มีความมั่นคงและได้มาตรฐานสากล ตลอดจนดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการกระจายสินเชื่อไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญด้านต่างๆ เช่น การส่งออก การเกษตรกรรม และการอุตสาหกรรม รวมทั้งดูแลและส่งเสริมให้มีการให้สินเชื่อในการพัฒนาหรือเป็นประโยชน์แก่ชนบท และเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย โดยการให้กู้ยืมผ่านสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME) เป็นต้น รวมทั้ง ดำเนินการพัฒนาสถาบันการเงินให้ก้าวหน้าและให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินในกรณีที่จำเป็นต้องมีการแก้ไข
ค. การเป็นนายธนาคารและที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
การเป็นนายธนาคารของรัฐบาลประกอบด้วย การให้บริการธุรกิจธนาคารแก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เช่น การรับฝากเงิน การให้กู้เงิน การโอนเงิน การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการควบคุมการก่อหนี้ต่างประเทศและบริหารหนี้ในประเทศของรัฐบาล โดยเป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาล
ในด้านการให้คำปรึกษานโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล ได้แก่ รวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์ และประเมินภาวะเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนของรัฐบาลในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารกลางแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN) และกลุ่มธนาคารกลางแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย (SEANZA) เพื่อส่งเสริมการร่วมมือทางการเงินและการพัฒนาประเทศ มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นกับองค์กรทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เช่น ธนาคารโลก (IBRD) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และองค์การเพื่อความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) รวมทั้งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ
ง. การเป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน
ให้บริการทางการเงินแก่สถาบันการเงินโดยไม่มุ่งหวังกำไร ได้แก่ การรับฝากเงินและเก็บรักษาเงินสำรองตามกฎหมายของสถาบันการเงิน เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายแก่สถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่อง เป็นศูนย์กลางการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน รวมทั้งให้บริการโอนเงินระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
จ. การบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ
บริหารเงินสำรองระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีสภาพคล่องปลอดภัย และมีระดับที่เหมาะสม ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งทุนสำรองเงินตราตามกฎหมายเพื่อเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือของเงินบาท
ฉ. การจัดพิมพ์และออกใช้ธนบัตร
ออกแบบและจัดพิมพ์ธนบัตรและบัตรธนาคาร ออกใช้ธนบัตรและรับแลกเปลี่ยนธนบัตรชำรุด เพื่อให้ประชาชนมีธนบัตรที่อยู่ในสภาพดี ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทั่วถึงทั้งประเทศ รวมทั้งดูแลการหมุนเวียนของธนบัตรให้มีปริมาณที่เพียงพอ และเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ
สำหรับธุรกิจที่พึงเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นธุรกิจประเภทงานธนาคารกลางตามที่พระราชกฤษฎีกา
กำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 กำหนดไว้ในมาตรา 12 รวม 19 ข้อครอบคลุมบทบาทที่กล่าวมาข้างต้น และมีข้อห้ามตามมาตรา 13 มิให้กระทำการในลักษณะธนาคารพาณิชย์ทั่วไป คือ
(1) ประกอบการค้าหรือมีส่วนได้เสียโดยตรงในกิจการพาณิชย์ อุตสาหกรรม หรือภาระธุระอย่างอื่นๆ แต่ธนาคารอาจได้มาโดยทางใด ๆ ซึ่งส่วนได้เสียเนื่องในการระงับสิทธิเรียกร้องใด ๆ ของธนาคาร และบรรดาส่วนได้เสียที่ได้มานั้นต้องจำหน่ายเร็วที่สุดที่จะพึงทำได้
(2) ซื้อหุ้นในธนาคารอื่นใดหรือบริษัทใด หรือให้กู้ยืมเงินโดยรับหุ้นเช่นว่านั้นเป็นประกัน
(3) ให้กู้ยืมเงินโดยรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือรับเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไว้เป็นประกันโดยประการอื่น หรือถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่สำหรับใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจของธนาคาร หรือสำหรับใช้เป็นที่พักสถานพยาบาล สโมสรของพนักงานตามสมควร แต่ในกรณีที่สิทธิเรียกร้องใดๆ ของธนาคารน่าจะเป็นอันตราย ธนาคารจะประกันความมั่นคงของตนด้วยอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ก็ได้ และจะเข้าถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ก็ได้ แต่ทว่าจะต้องขายเสียโดยเร็วเท่าที่จะทำได้
(4) ให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีประกัน
(5) ออกตั๋วเงินโดยประการอื่นใด นอกจากกำหนดให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม
[แก้ไข] 4 สถานะของธนาคารแห่งประเทศไทย
ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา "คำว่า องค์การของรัฐบาล" ตาม (ก) ของบทนิยาม "รัฐวิสาหกิจ" ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฯมิได้ระบุถึงการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลไว้ แต่เมื่อพิจารณากฎหมายในปัจจุบันแล้วจะเห็นได้ว่า องค์การของรัฐบาลอาจจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะหรือโดยพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 คำว่า "องค์การของรัฐบาล" ในบทนิยาม "รัฐวิสาหกิจ" ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฯ จึงหมายความถึงองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะด้วย ลักษณะขององค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยพระราชกฤษฎีกามีสาระสำคัญเหมือนกัน คือ มีวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อดำเนินการอันเป็นสาธารณประโยชน์ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือการครองชีพหรืออำนวยบริการแก่ประชาชน ใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดินหรือเงินทุนของรัฐบาล และเป็นนิติบุคคล"
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในกรณีนี้จะเห็นได้ว่า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล และมาตรา 5 กำหนดวัตถุประสงค์ของ ธปท.ไว้ว่า เป็นธนาคารกลางเพื่อรับมอบการออกธนบัตรจากกระทรวงการคลัง และประกอบธุรกิจอันพึงเป็นงานธนาคารกลางตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนของทุนของ ธปท.ที่ใช้สำหรับการดำเนินงาน รัฐเป็นผู้ให้การอุดหนุนโดยมาตรา 7 ได้กำหนดทุนประเดิมของ ธปท.เป็นจำนวนยี่สิบล้านบาท และในมาตรา 8 ได้กำหนดให้รัฐอาจจะเพิ่มหรือลดทุนดังกล่าวได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ธปท.มีทุนทั้งหมดมาจากรัฐและมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงเห็นว่า ธปท.เป็นองค์การของรัฐบาลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
นอกจากนั้นแล้วในประเด็นของการเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของเมื่อได้พิจารณาการประกอบธุรกิจประเภทที่พึงเป็นงานของธนาคารกลางตามมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกิจการเหล่านี้เป็นการประกอบธุรกิจทั้งสิ้น ดังนั้น จึงเห็นว่า ธปท.เป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ
จากลักษณะที่เข้านิยามของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ อันเป็นส่วนราชการหนึ่ง จึงต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายปกครองที่สำคัญสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันจะกล่าวถึงต่อไป
อย่างไรก็ดี เป็นที่ถกเถียงกันว่าแท้จริงแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เพราะรัฐวิสาหกิจนั้นคือการที่รัฐประสงค์จะประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนจึงได้จัดตั้งขึ้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นถึงแม้จะมีชื่อว่า ธนาคาร แต่มิได้แสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์เช่นธนาคารพาณิชย์ที่ตนเองควบคุมอยู่ สถานะรัฐวิสาหกิจนี้จึงควรได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจ