วิชาสังคม

posted on 21 Sep 2008 19:36 by lalajung
ธนาคารแห่งประเทศไทย

        สถาบันแรกที่ได้เริ่มทำหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศไทย คือ สำนักงานธนาคารชาติไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2482 มีฐานะเป็นส่วนราชการ สังกัดกระทรวงการคลัง และเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 โดยมีพระยาทรงสุรรัชฎ์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ แต่การดำเนินงานของสำนักงานธนาคารชาติไทยในระยะเริ่มแรกนั้น จำกัดอยู่เพียงกิจการธนาคารกลางบางประเภทเท่านั้น ได้แก่ การรับฝากเงินจากรัฐบาล องค์การรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศ รวมทั้งการให้กู้เงินและโอนเงินระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค

        ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 จึงได้ดำเนินงานด้านการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน หลังจากเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา รัฐบาลได้เปลี่ยนฐานะของสำนักงานธนาคารชาติไทยให้เป็น ธนาคารกลาง โดยตราพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ขึ้น กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของธนาคารกลาง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดดำเนินการ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2485 โดยมีหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ

        ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่กำกับกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยทั่วไปโดยมีคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยอันประกอบด้วย ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าการ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นประธานและรองประธานตามลำดับ และกรรมการไม่น้อยกว่า 5 ท่าน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ควบคุมและดูแลกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย

        ตราธนาคารแห่งประเทศไทย คือ พระสยามเทวาธิราชในเหรียญเสี้ยว อัฐ โสฬส ที่ออกใช้ในรัชกาลที่ 5 มาดัดแปลง และเพิ่มถุงเงินในพระหัตถ์เบื้องขวา ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงผู้คุมถุงเงินของชาติ อันเป็นหน้าที่หลักของธนาคารแห่งประเทศไทย พระแสงธารพระกรในพระหัตถ์ซ้ายเพื่อคอยปัดป้องผู้ที่มารุกราน แต่ได้เปลี่ยนตอนปลายจากรูปดอกไม้มาเป็นลายดอกบัว

        ในตลาดการเงิน ผู้ที่มีบทบาทในการประสานอุปสงค์และอุปทาน คือ สถาบันการเงินต่างๆเพราะเป็นแหล่งระดมทุนจากเงินออมของประชาชน ซึ่งรัฐจำต้องเข้าควบคุม ในที่สุด จึงได้มีการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

[แก้ไข] 1. ประวัติความเป็นมา

         แต่เดิมนั้น สถาบันที่ทำหน้าที่ธนาคารกลางของประเทศไทย คือ สำนักงานธนาคารชาติไทยในฐานะส่วนราชการกระทรวงการคลัง โดยมีหน้าที่จำกัดอยู่ที่กิจการธนาคารกลางบางจำพวก ได้แก่ การรับฝากเงินจากรัฐบาล องค์การรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศ เป็นต้น ต่อมาจึงได้ดำเนินการควบคุมด้านการแลกเปลี่ยนเงิน และกลายมาเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะนิติบุคคลที่ทำกิจการของธนาคารกลาง ในที่สุด

 

[แก้ไข] 2. การบริหารงาน

        พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบกับพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่กำกับกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยทั่วไป โดยมีคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานกรรมการ และรองประธานกรรมการ ตามลำดับ และกรรมการอีกไม่น้อยกว่าห้าคน ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการต้องควบคุมและดูแลกิจการต่อไปนี้โดยเฉพาะคือ

         (1) การตั้งและการเลิกสาขาและตัวแทน

         (2) การกำหนดเงื่อนไขและขอบเขตทั่วไปแห่งธุรกิจประเภทต่างๆ ซึ่งพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ธนาคารประกอบได้

         (3) การกำหนดอัตรามาตรฐานสำหรับรับช่วงซื้อลดและดอกเบี้ย

         (4) การให้ความสะดวกด้วยเครดิต

         (5) การเสนอบัญชีกำไรขาดทุน งบดุล และรายงานประจำปีตามมาตรา 22

         (6) การออกข้อบังคับของธนาคาร

        กรรมการนั้นไม่จะต้องรับผิดจากการบริหารงานตามหน้าที่

         ส่วนค่าตอบแทนนั้น ให้กรรมการมีสิทธิได้ค่าทดแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับการใช้จ่ายอันสมควร และการเสียหายในหรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ เว้นไว้แต่การเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดของตน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดเงินบำเหน็จของกรรมการ

        กรรมการย่อมถูกถอนจากตำแหน่ง กล่าวโดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้

         (1) เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ

         (2) ขาดการประชุมคณะกรรมการกว่าสามครั้งต่อเนื่องกันโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร

         (3) รับเป็นกรรมการหรือรับตำแหน่งในธนาคารอื่นใด

         ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย คือ ผู้ว่าการ และรองผู้ว่าการถูกแต่งตั้งและถอดถอนโดยพระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าการนั้นเป็นเสมือนผู้จัดการของธนาคารแห่งประเทศ คอยดูแลให้การเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนรองผู้ว่าการนั้นจะทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย หากผู้ว่าการไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของกรรมการเสียงข้างมากก็สามารถเสนอประเด็นไปให้รัฐมนตรีชี้ขาดได้

         นอกจากคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ยังมีคณะกรรมการสำคัญอีกสามคณะ ได้แก่

         ก. คณะกรรมการนโยบายการเงิน

        คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งรับผิดชอบด้านการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงิน โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ ธปท. อย่างใกล้ชิดในการติดตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ การกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของ กนง. จะพิจารณาจากข้อมูลต่างๆที่ ธปท. นำเสนอให้ทราบ จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวไปกลั่นกรองพิจารณาในที่ประชุม เพื่อกำหนดทิศทางของนโยบายการเงินต่อไป

        คณะกรรมการนโยบายการเงินที่ ธปท. แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. 3 ท่าน ได้แก่ ผู้ว่าการ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก 4 ท่าน

        ข. คณะกรรมการระบบการชำระเงิน

        คณะกรรมการระบบการชำระเงิน กำหนดทิศทางและนโยบายด้านการชำระเงินของประเทศ เพื่อให้มีระบบการ ชำระเงินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมการทำ ธุรกิจการค้า นำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

        คณะกรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าการ เป็นประธานกรรมการ รองผู้ว่าการด้านบริหาร และรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เป็นรองประธานตามลำดับ และกรรมการอีกสี่ท่าน รวมเจ็ดคน

        ค. คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.)

        คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีคณะกรรมการ 13 คน โดยผู้ว่าการเป็นประธาน รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน และรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินเป็นรองประธาน

 

[แก้ไข] 3. บทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน

        ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลนโยบายการเงินของประเทศ มีบทบาทหน้าที่ดังนี้

         ก. การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

        โดยดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจ เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินทั้งภายในและภายนอก เสถียรภาพภายใน ได้แก่ การรักษาค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับราคาและปริมาณสินค้า ส่วนเสถียรภาพภายนอก ได้แก่ การรักษาค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินตราต่างประเทศ ธนาคารมีหน้าที่ดูแลตลาดเงินระยะสั้นให้เป็นแหล่งที่เสริมสร้างสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน พัฒนาตลาดตราสารการเงิน และสนับสนุนตลาดทุน เพื่อให้เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว ตลอดจนดูแลและส่งเสริมให้ตลาดเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพ เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุน

         ข. การกำกับดูแลสถาบันการเงิน

        กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวมทั้งกิจการวิเทศธนกิจ ให้มีความมั่นคงและได้มาตรฐานสากล ตลอดจนดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการกระจายสินเชื่อไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญด้านต่างๆ เช่น การส่งออก การเกษตรกรรม และการอุตสาหกรรม รวมทั้งดูแลและส่งเสริมให้มีการให้สินเชื่อในการพัฒนาหรือเป็นประโยชน์แก่ชนบท และเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย โดยการให้กู้ยืมผ่านสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME) เป็นต้น รวมทั้ง ดำเนินการพัฒนาสถาบันการเงินให้ก้าวหน้าและให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินในกรณีที่จำเป็นต้องมีการแก้ไข

        ค. การเป็นนายธนาคารและที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

        การเป็นนายธนาคารของรัฐบาลประกอบด้วย การให้บริการธุรกิจธนาคารแก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เช่น การรับฝากเงิน การให้กู้เงิน การโอนเงิน การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการควบคุมการก่อหนี้ต่างประเทศและบริหารหนี้ในประเทศของรัฐบาล โดยเป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาล

        ในด้านการให้คำปรึกษานโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล ได้แก่ รวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์ และประเมินภาวะเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนของรัฐบาลในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารกลางแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN) และกลุ่มธนาคารกลางแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย (SEANZA) เพื่อส่งเสริมการร่วมมือทางการเงินและการพัฒนาประเทศ มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นกับองค์กรทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เช่น ธนาคารโลก (IBRD) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และองค์การเพื่อความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) รวมทั้งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ

        ง. การเป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน

        ให้บริการทางการเงินแก่สถาบันการเงินโดยไม่มุ่งหวังกำไร ได้แก่ การรับฝากเงินและเก็บรักษาเงินสำรองตามกฎหมายของสถาบันการเงิน เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายแก่สถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่อง เป็นศูนย์กลางการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน รวมทั้งให้บริการโอนเงินระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

        จ. การบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ

         บริหารเงินสำรองระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีสภาพคล่องปลอดภัย และมีระดับที่เหมาะสม ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งทุนสำรองเงินตราตามกฎหมายเพื่อเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือของเงินบาท

         ฉ. การจัดพิมพ์และออกใช้ธนบัตร

        ออกแบบและจัดพิมพ์ธนบัตรและบัตรธนาคาร ออกใช้ธนบัตรและรับแลกเปลี่ยนธนบัตรชำรุด เพื่อให้ประชาชนมีธนบัตรที่อยู่ในสภาพดี ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทั่วถึงทั้งประเทศ รวมทั้งดูแลการหมุนเวียนของธนบัตรให้มีปริมาณที่เพียงพอ และเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ

        สำหรับธุรกิจที่พึงเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นธุรกิจประเภทงานธนาคารกลางตามที่พระราชกฤษฎีกา

        กำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 กำหนดไว้ในมาตรา 12 รวม 19 ข้อครอบคลุมบทบาทที่กล่าวมาข้างต้น และมีข้อห้ามตามมาตรา 13 มิให้กระทำการในลักษณะธนาคารพาณิชย์ทั่วไป คือ

         (1) ประกอบการค้าหรือมีส่วนได้เสียโดยตรงในกิจการพาณิชย์ อุตสาหกรรม หรือภาระธุระอย่างอื่นๆ แต่ธนาคารอาจได้มาโดยทางใด ๆ ซึ่งส่วนได้เสียเนื่องในการระงับสิทธิเรียกร้องใด ๆ ของธนาคาร และบรรดาส่วนได้เสียที่ได้มานั้นต้องจำหน่ายเร็วที่สุดที่จะพึงทำได้

         (2) ซื้อหุ้นในธนาคารอื่นใดหรือบริษัทใด หรือให้กู้ยืมเงินโดยรับหุ้นเช่นว่านั้นเป็นประกัน

         (3) ให้กู้ยืมเงินโดยรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือรับเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ไว้เป็นประกันโดยประการอื่น หรือถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่สำหรับใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจของธนาคาร หรือสำหรับใช้เป็นที่พักสถานพยาบาล สโมสรของพนักงานตามสมควร แต่ในกรณีที่สิทธิเรียกร้องใดๆ ของธนาคารน่าจะเป็นอันตราย ธนาคารจะประกันความมั่นคงของตนด้วยอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ก็ได้ และจะเข้าถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ก็ได้ แต่ทว่าจะต้องขายเสียโดยเร็วเท่าที่จะทำได้

         (4) ให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีประกัน

         (5) ออกตั๋วเงินโดยประการอื่นใด นอกจากกำหนดให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม

 

[แก้ไข] 4 สถานะของธนาคารแห่งประเทศไทย

        ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา "คำว่า องค์การของรัฐบาล" ตาม (ก) ของบทนิยาม "รัฐวิสาหกิจ" ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฯมิได้ระบุถึงการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลไว้ แต่เมื่อพิจารณากฎหมายในปัจจุบันแล้วจะเห็นได้ว่า องค์การของรัฐบาลอาจจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะหรือโดยพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 คำว่า "องค์การของรัฐบาล" ในบทนิยาม "รัฐวิสาหกิจ" ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฯ จึงหมายความถึงองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะด้วย ลักษณะขององค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยพระราชกฤษฎีกามีสาระสำคัญเหมือนกัน คือ มีวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อดำเนินการอันเป็นสาธารณประโยชน์ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือการครองชีพหรืออำนวยบริการแก่ประชาชน ใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดินหรือเงินทุนของรัฐบาล และเป็นนิติบุคคล"

         เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในกรณีนี้จะเห็นได้ว่า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล และมาตรา 5 กำหนดวัตถุประสงค์ของ ธปท.ไว้ว่า เป็นธนาคารกลางเพื่อรับมอบการออกธนบัตรจากกระทรวงการคลัง และประกอบธุรกิจอันพึงเป็นงานธนาคารกลางตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ในส่วนของทุนของ ธปท.ที่ใช้สำหรับการดำเนินงาน รัฐเป็นผู้ให้การอุดหนุนโดยมาตรา 7 ได้กำหนดทุนประเดิมของ ธปท.เป็นจำนวนยี่สิบล้านบาท และในมาตรา 8 ได้กำหนดให้รัฐอาจจะเพิ่มหรือลดทุนดังกล่าวได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ธปท.มีทุนทั้งหมดมาจากรัฐและมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงเห็นว่า ธปท.เป็นองค์การของรัฐบาลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

        นอกจากนั้นแล้วในประเด็นของการเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของเมื่อได้พิจารณาการประกอบธุรกิจประเภทที่พึงเป็นงานของธนาคารกลางตามมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกิจการเหล่านี้เป็นการประกอบธุรกิจทั้งสิ้น ดังนั้น จึงเห็นว่า ธปท.เป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

        จากลักษณะที่เข้านิยามของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ อันเป็นส่วนราชการหนึ่ง จึงต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายปกครองที่สำคัญสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันจะกล่าวถึงต่อไป

        อย่างไรก็ดี เป็นที่ถกเถียงกันว่าแท้จริงแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยควรเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เพราะรัฐวิสาหกิจนั้นคือการที่รัฐประสงค์จะประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนจึงได้จัดตั้งขึ้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นถึงแม้จะมีชื่อว่า ธนาคาร แต่มิได้แสวงหาผลกำไรในเชิงพาณิชย์เช่นธนาคารพาณิชย์ที่ตนเองควบคุมอยู่ สถานะรัฐวิสาหกิจนี้จึงควรได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจ

วิชาอังกฤษ

posted on 21 Sep 2008 19:33 by lalajung
Helping or Auxiliary Verbs กริยาช่วย กริยาช่วยมีด้วยกันทั้งหมด 24 ตัวดังนี้
  รูปปฎิเสธ คำย่อ
is      is not isn't
am am not -
are are not aren't
was was not wasn't
were were not weren't
do do not don't
does does not doesn't
did did not didn't
has has not hasn't
have have not haven't
had had not hadn't
can can not can't
could could not couldn't
may may not mayn't
might might not mightn't
will will not won't
would would not wouldn't
shall shall not shan't
should should not shouldn't
must must not mustn't
need need not needn't
dare dare not daren't
ought ought not oughtn't
used to used not to usedn't to

verb to be
ได้แก่คำว่า is, am, are, was, were แปลว่า"เป็น, อยู่, คือ"
be
เป็นรูปเดิมเมื่อกระจายรูปจะได้เป็น   is,am,are เปลี่ยนเป็นช่องที่สองคือ was were และเปลี่ยนเป็นช่องที่สามคือ been
ใช้กับ Present tense (ปัจจุบันกาล)

is
ใช้กับประธานเอกพจน์
am
ใช้กับประธานคำว่า I
are
ใช้กับประธานพหูจน์

ใช้กับ Past tense (อดีตกาล)
was
ใช้กับประธานเอกพจน์
were
ใช้กับประธานพหูพจน์
หน้าที่ของ verb to be
1.
ทำหน้าที่ช่วยกริยาตัวอื่นในประโยค continuous tense และประโยค
Passive voice
    They are watching tv.
     She was writing to her parents.
    A dog was killed by bad man.
2.
ใช้กับประโยคที่มีคำนาม (noun) หรือคำคุณศัพท์ (adjective) ตามหลัง

   We are students.
3.
ใช้กับประโยคขอร้องและคำสั่ง(ในรูปของ be) เช่น
    Be careful!
    Be gentle!

Verb to do
ได้แก่คำว่า do, does, did
ใช้กับ Present tense (ปัจจุบันกาล)

does
ใช้กับประธานเอกพจน์
do  
ใช้กับประธานพหูพจน์
ใช้กับ Past tense (อดีตกาล)
did
ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และประธานพหูพจน์
Verb to do
ใช้กับ present Simple หรือ past Simple เมื่อเราต้องการเปลี่ยนจากประโยคบอกเล่าเป็นประโยคคำถามและประโยคปฎิเสธ
Present Simple
She goes to school by bus.
She doesn't go to school by bus.
Does she go to school by bus?

Past Simple
Dum went to the post office yesterday.
Dum didn't go to the post office yesterday.
Did Dum go  to the post office yesterday?
Note:
เมื่อเอา Verb to do เข้ามาช่วยกริยาจะต้องเป็น V1เสมอ

Verb to have
ได้แก่คำว่า has,have,had
has
ใช้กับประธานเอกพจน์

have
ใช้กับประธานพหูพจน์
had
ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และพหูพจน์ในรูปของ past
1.
เราจะใช้กับ Present Perfect Tense และ Past Perfect tense เช่น

Frank has seen the rainbow.
Frank hasn't seen the rainbow.
Has Frank  seen the rainbow?

They have watched the movie.
They haven't watched the movie.
Have they watched the movie?

2. Verb to have
ที่เป็นกริยาแท้แปลว่า "มี"   "รับประธาน"เช่น
I have a new dress.
I have lunch early every day.
เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฎิเสธและคำถามให้เอา Verb to do มาช่วยเช่น
We don't have a new home.
Do we have a new home?

can  could 
แปลว่า "สามารถ"
1.
ใช้กล่าวถึงความสามารถว่าสามารถทำสิ่งนี้สิ่งนั้นได้เช่น
I can play the piano.
I can speak French.
ในรูปประโยคปฎิเสธและคำถามสามารถใช้ can ได้เลยเช่น
She can't drive.
Can you drive?

2.
เราจะไม่ใชั can กับ infinitive หรือ participles แต่เมื่อจำเป็นเราจะใช้คำอื่นแทนเช่น
Are you be able to go home late?
She will be able to drive soon.
3.could
เป็น past ของ can เราใช้ could สำหรับความสามารถทั่วไป หรือการอนุญาตเช่น
She could speak three languages when she was five.
He finished his home work. He could go out to play.

3.
เราใช้ can และ could3.1 กับความสามารถ (ability)
I can use a computer.
3.2
การขอหรือการให้อนุญาต

Can I use your bicycle?
You can leave early today.
แต่ถ้าเป็นแบบสุภาพหรือเป็นทางการเราจะใช้ could เช่น
Could you hand me that book,please?
3.3
การขอร้อง (requests)
Can you .... ?
could you...?
สุภาพกว่า

Do you think you could...?
can you take this bag?
Could you loan a hundred baht?
Do you think you could help me move this box?
3.4
เสนอตัวเพื่อช่วยเหลือ (offers) เช่น
Can I turn the air on for you ?
3.5
พูดถึงความเป็นไปได้และคาดคะเนในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น (possibility and probability)
ใช้ can กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ เช่น

This road can be dangerous at night.
may  might
1.
ใช้กับการพูดถึงการมีโอกาสของบางสิ่งบางทีอาจเป็นจริงหรืออาจจะเกิดขึ้นเช่น
We may take a day off  next week.
He might call me tonight.
2. might
ไม่ได้เป็น past ของ may เราจะใช้ might เมื่อเรามีโอกาสที่น้อยกว่า may เช่น

I may go to visit my parents in this weekend. (
บางทีโอกาสจะเป็น 50%)
Jane might go with me. (
บางทีโอกาสจะเป็น 30% )
3.การใช้ may/might กับ have ใช้แสดงการคาดคะเนที่อาจจะเกิดขึ้นในอดีต
    may/might + have +V3
She may have gone out when I phoned her.
A: I can't find my book.
B:You might have left it at school.
4.
ใช้ may might ในการขออนุญาตเช่น
May I sit here?
I wonder if I might have another cup of coffee?
5. 
ใช้ may   ในการอนุญาตและไม่อนุญาตเช่น
Children may not play alone in the pool.
A: May I turn the TV on?
B: Yes, of course you may.

will  would
will
1.
ใช้เมื่อเราพูดถึงอนาคต
I will go to school early tomorrow.
2.
ใช้ will   แสดงการขอร้องอย่างสุภาพเช่น
Will you open the door for me please?
would
เป็นอดีตของคำว่า will
1.
ใช้ในประโยคขอร้องที่สุภาพกว่า
will
Would you turn the volume down please?

2.
ใช้กับประโยค
Would you mind if....
Would you mind if I smoke?
3.
ใช้ would กับคำ rather แปลว่า ควรจะ....ดีกว่า ตัวย่อ
'd rather
ใช้ในการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

I'd rather study harder this year than go to summer school.
4.
ใช้ would กับ like to ในีรูปคำถามเป็นการเชื้อเชิญเช่น
Would you like to go dancing with me?

shall  should
shall
1.
ใช้ในประโยคอนาคตกาล (Future tense) ตามปกติแล้ว shall ใช้กับ ประธาน I และ We

2.
ใช้ในการเสนอหรือให้คำแนะนำ และใช้เมื่อขอคำแนะนำเราจะใช้

Shall I...?
Shall we ...?
Shall I carry your books?
Shall we go shopping?
Should
1.
ใช้เมื่อพูดเกี่ยวกับภาระหน้าที่และความคิดเห็นที่ใกล้เคียงกันเช่น

People should be careful about food.
She shouldn't act like that in public.
2.
ใช้ Should I....? สำหรับการขอคำแนะนำ การยื่นมือช่วยเหลือ เช่น
Should I go out with him ?
Should I help you clean up this area?
3.
ใช้เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ควรจะทำแปลว่า"ควรจะ" เช่น
You work all day. You should take a rest.
4.
ใช้ should have +V3   ใช้พูดเกี่ยวกับอดีตโครงสร้างนี้ใช้กับสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดหรือไม่ได้เกิดขึ้นเช่น
They should have arrived here by now.
I should have written a note for him
5.
ใช้กับประโยค if clause เช่น
If I had a lot of money, I would be happy.
must
แปลว่า "ต้อง"ตามด้วยกริยาช่องที่ 1มีหลักการใช้ดังนี้

1.
ใช้แสดงความจำเป็นที่ต้องกระทำ
You must hand your homework in tomorrow.
2.
ใช้ในการให้คำแนะนำหรือการสั่งกับตัวเราเองหรือกับบุคคลอื่นเช่น
He really must stop drinking.
You must sit there for two hours.
You mustn't talk in the classroom.
3.
เราใช้ have to แทน must ได้
ความแตกต่างระหว่างการใช้ must และ have to
must  
เป็นการสั่งความจำเป็นมาจากบุคคลที่กำลังพูดหรือกำลังฟัง

have to
พูดถึงความจำเป็นที่มาจากภายนอกบางทีอาจจะเพราะว่ากฎหมาย
กฏระเบียบหรือเป็นข้อตกลงเช่น

I must go home now. It's going to rain soon.
You must stop smoking.
I have to stop smoking because I'm sick.
mustn't
ใช้บอกบุคคลไม่ให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้
haven"t got to, don't have to
ใช้พูดในบางสิ่งที่ไม่สำคัญเช่น
You mustn't tell Dang.
มีความหมายว่า (Don't tell Dang.)
You don't have to tell your wife.
หมายความว่า

(You can if you like, but it is not necessary.)
4.
ใช้ must เมื่อพูดถึงสิ่งที่เราแน่ใจเช่น

The boy keeps crying. He must be really sick.
need   เป็นได้ทั้งกริยาช่วยและกริยาแท้
1.
เมื่อใช้เป็นกริยาแท้ need + to +V1
He needs to clean his car.
You need to water the flowers.
ถ้าต้องการทำเป็นประโยคปฎิเสธและประโยคคำถาม ให้เอา Verb to do มาช่วย

You don't need to help him.
Do we need to reserve the room?
2.
เมื่อใช้เป็นกริยาช่วยเราไม่ค่อยใช้เท่าไหร่ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นการใช้
needn't
เช่น
You needn't explain. I understand.
3.
การใช้ needn't + have +V3 แสดงถึงการกระทำที่ไม่จำเป็นต้องทำในอดีตแต่ทำไปแล้วเป็นการเสียเวลาเปล่า
Your mother needn't have cooked for us. We ate out.
dare แปลว่า "กล้า "เป็นได้ทั้งกริยาช่วยและกริยาแท้
1.
เป็นกริยาแท้ dare + to +V1และเมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฎิเสธ
และประโยคคำถามให้เอา Verb to do มาช่วยเช่น
She dare to say what is right.
I doesn't dare to tell him the truth.
2.
เป็นกริยาช่วยเราไม่นิยมใช้เป็นประโยคบอกเล่าแต่เราจะใช้ daren't
กับคนบางคนไม่กล้าทำบางสิ่งบางอย่างในขณะที่พูด

I daren't look.
I daren't touch it.

ought
แปลว่า "ควรจะ" มีหลักการใช้ดังนี้
1.ใช้ ought ตามด้วย to เสมอใช้ในการแนะนำสิ่งที่ควรทำให้กับคนอื่นรวมทั้งตัวเราเองด้วยมีความหมาย
ใกล้เคียงกับคำว่า Should เช่น
I really ought to teach her English.
People ought not to cross the road over there.
2.
ใช้ ought to+ have +V3 พูดถึงสิ่งที่ควรทำในอดีตแต่ไม่ได้ทำ
You ought to have phoned him yesterday.

used to
แปลว่า "เคย"
ปัจจุบันเราไม่นิยมใช้ used to ในรูปแบบของกริยาช่วยแล้ว
เราใช้เฉพาะเป็นกริยาแท้พูดถึงสิ่งที่ทำเป็นนิสัยในอดีต
ซึ่งปัจจุบันได้หยุดไปแล้วเช่น
I used to eat a lot.
She used to be shy.
เมื่อเป็นประโยคคำถามและประโยคปฎิเสธเราจะเอา Verb to do เข้ามาช่วย
เมื่อเอา Verb to do จะต้องเปลี่ยน use ให้เป็นกริยาช่องที่ 1
Did you use to have a dog?
I didn't use to watch the news. (
เป็นประโยคปฎิเสธเรานิยมใช้
never used to )
I never used to watch the news.

(be) used to +noun / ing
แปลว่า "เคยชิน"

I am used to driving at night.
She is used to the cold weather.

วิชาภาษาไทย

posted on 21 Sep 2008 19:30 by lalajung

คำซ้อน
คำซ้อน
   คือคำที่เกิดจากคำมูลตั้งแต่  2  คำขึ้นไปซึ่งมีความหมายเหมือนกันหรือไปในทำนองเดียวกันหรือมีความหมายต่างกันในลักษณะตรงข้าม มารวมกันทำให้เกิดคำใหม่ขึ้นมา
คำมูลที่นำมาซ้อนกันอาจเป็นนาม  กริยา  หรือวิเศษณ์ก็ได้  คำมูลเหล่านี้ต้องประกอบกับคำชนิดเดียวกัน คือเป็นคำนามด้วยกัน หรือกริยาด้วยกัน และทำหน้าที่ได้ต่างๆ เช่นเดียวกับชนิดของคำมูลที่นำมาซ้อนกันเช่น
นามกับนาม
  เช่น เนื้อตัว  เรือแพ  ลูกหลาน  เสื่อสาด  หูตา   
กริยากับกริยา
 เช่น ทดแทน ชมเชย เรียกร้อง ว่ากล่าว สั่งสอน
วิเศษณ์กับวิเศษณ์
เช่น เข้มงวด แข็งแกร่ง ฉับพลัน  ซีดเซียว  เด็ดขาด
คำมูลที่นำมาซ้อนกันอาจเป็นคำมาจากภาษาใดก็ได้  อาจเป็นคำไทยกับคำไทย  คำไทยกับคำที่มาจากภาษาอื่น หรือเป็นคำที่มาจากภาษาอื่นทั้งหมด เช่น
คำไทยกับคำไทย
   เช่น  ผักปลา  เลียบเคียง  อ่อนนุ่ม   อ้อนวอน
คำไทยกับคำเขมร
  เช่น  แบบฉบับ  พงไพร  หัวสมอง  แจ่มจรัส
คำไทยกับคำบาลีสันสกฤต
เช่น  เขตแดน โชคลาง  พรรคพวก ศรีสง่า หมู่คณะ
คำเขมรกับคำเขมร 
เช่น ขจัดขจาย  เฉลิมฉลอง
คำบาลีสันสกฤตกับคำบาลีสันสกฤต
เช่น  สรงสนาน  ตรัสประภาษ  เสบียงอาหาร
คำมูลที่นำมาซ้อนกัน  ส่วนมากเป็นคำมูล  2  คำ  ถ้ามากกว่านั้นมักเป็นคำมูล  4  คำ หรือ  6คำ
คำมูล  2  คำ  เช่น ข้าวปลา  นิ่มนวล  ปากคอ  ฟ้าฝน  หน้าตา
คำมูล  4 คำ  อาจมีสัมผัสกลางหรือซ้ำเสียง เช่น ได้หน้าลืมหลัง   กู้หนี้ยืมสิน  ยากดีมีจนมากหมอมากความ ไปวัดไปวา  ต้อนรับขับสู้
คำมูล  6  คำ  มักมีสัมผัสระหว่างกลาง เช่น  คดในข้องดในกระดูก  จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน

คำซ้อนแบ่งเป็น  2 พวกคือ  คำซ้อนเพื่อความหมายและคำซ้อนเพื่อเสียง
คำซ้อนเพื่อความหมาย เกิดจากคำมูลที่มีความหมายอย่างเดียวกัน  ต่างกันเล็กน้อยหรือไปในทำนองเดียวกัน  หรือต่างกันในลักษณะตรงข้าม  เมื่อประกอบเป็นคำซ้อนจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1.  ความหมายอยู่ที่คำใดคำหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  คำอื่นหรือกลุ่มอื่นไม่ปรากฏความหมาย  เช่น  หน้าตา   ปากคอ   เท็จจริง   ดีร้าย   ผิดชอบ   ขวัญหนีดีฝ่อ  ถ้วยชามรามไห   จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
2.  ความหมายอยู่ที่ทุกคำแต่เป็นความหมายที่กว้างออกไป เช่น
เสื้อผ้า ไม่ได้หมายเฉพาะเสื้อกับผ้า แต่รวมถึงเครื่องนุ่งห่ม
เรือแพ ไม่ได้หมายเฉพาะเรือกับแพ  แต่รวมถึงยานพาหนะทางน้ำทั้งหมด
ข้าวปลา  ไม่ได้หมายเฉพาะข้าวกับปลา  แต่รวมถึงอาหารทั่วไป
พี่น้อง ไม่ได้หมายเฉพาะพี่กับน้อง  แต่รวมถึงญาติทั้งหมด
หมูเห็ดเป็ดไก่   หมายรวมถึงสิ่งที่ใช้เป็นอาหารทั้งหมด
3.  ความหมายอยู่ที่คำต้นกับคำท้ายรวมกันเช่น เคราะห์หามยามร้าย  ( เคราะห์ร้าย )  ชอบมาพากล ( ชอบกล )  ฤกษ์งามยามดี  ( ฤกษ์ดี ) ยากดีมีจน ( ยากจน ) 
4.  ความหมายอยู่ที่คำต้นหรือคำท้าย ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกันเช่น ชั่ว ดี   ( ชั่วดีอย่างไรเขาก็เป็นเพื่อนฉัน )   ผิดชอบ  ( ความรับผิดชอบ )  เท็จจริง ( ข้อเท็จจริง )

คำซ้อนเพื่อเสียง ส่วนมากเกิดจากพยางค์สองพยางค์ซึ่งมีเสียงพยัญชนะต้นอย่างเดียวกัน เสียงสระหรือเสียงพยัญชนะสะกดอาจเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้  พยางค์ที่นำมาประกอบกันอาจไม่มีความหมายหรือมีความหมายเพียงคำเดียว  อีกคำหนึ่งอาจเป็นคำโบราณหรือคำภาษาถิ่น  แต่เมื่อประกอบกันเป็นคำซ้อนต้องมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
ลักษณะของคำซ้อนเพื่อเสียง มีดังนี้

    1.แต่ละพยางค์มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน ต่างกันที่เสียงสระ เช่นเกะกะ   ขรุขระ   คู่คี่  เงอะงะ   ซู่ซ่า
    2.แต่ละพยางค์มีเสียงพยัญชนะต้นและพยัญชนะสะกดเหมือนกัน ต่างกันที่เสียงสระ  เช่น เก้งก้าง  ขลุกขลิก  คึกคัก จริงจัง โผงผาง
    3.แต่ละพยางค์มีเสียงพยัญชนะต้นและเสียงสระเหมือนกัน ต่างกันที่เสียงพยัญชนะสะกด เช่น แจกแจง  เพลิดเพลิน  ทาบทาม  ยอกย้อน สอดส่อง
    4..  แต่ละพยางค์มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน  ต่างกันทั้งเสียงสระและพยัญชนะสะกด โดยมีพยัญชนะสะกดหรือไม่มีก็ได้  เช่น  กงการ  ขบขัน  งงงวย  ฟุ่มเฟือย  เจือจาน